: หน้าหลัก home   :   ขนาดที่ตั้ง   :    การปกครอง  :    ทรัพยากรธรรมชาติ  :   การศึกษา  :    แหล่งท่องเที่ยว  :  งานประเพณี :   คำขวัญและวิสัยทัศน์จังหวัด :

  
ประวัติความเป็นมา

จังหวัดยโสธร เมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2314 เจ้าพระตา เจ้าพระวอ เสนาบดีเก่านครเวียงจันทร์พร้อมเจ้าคำผงและเจ้าฝ่ายหน้าได้อพยพครอบครัวและบริวารออกมาเพื่อตั้งรกรากใหม่ พระเจ้าศิริบุญสาร เจ้านครเวียงจันทร์เกิดหวาดระแวง จึงยกกองทัพมาปราบ เจ้าพระตาถึงแก่พิราลัย เจ้าพระวอได้รวบรวมไพร่พลหลบหนีไปพึ่งเจ้านครจำปาศักดิ์ เจ้าพระยาศิริบุญสารได้ยกกองทัพมาปราบอีก เจ้าพระวอถึงแก่พิราลัย เจ้าคำผงและบริวารจึงได้อพยพไปที่ดงอู่ผึ้งและสร้างเป็นเมืองถาวรขึ้นเมื่อปีกุน พ.ศ. 2322 แล้วมีหนังสือกราบบังคมทูลขอขึ้นอยู่ในขอบขัณฑสีมาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และได้รับพระราชทานนามว่า เมืองอุบลและทรงตั้งเจ้าคำผงขึ้นเป็นเจ้าเมือง
  ในปี พ.ศ. 2329 ตรงกับรัชสมัยรัชกาลที่ 1 ท้าวคำผุ ท้าวคำสิงห์และท้าวมุม ซึ่งเป็นท้าวฝ่ายหน้าได้ขออพยพมาหาชัยภูมิใหม่ เพื่อก่อตั้งบ้านเรือนจนมาถึงดงผีสิงห์เป็นที่ทำเลดีใกล้ลำน้ำชี จึงหยุดบริวาร โดยท้าวมุมได้ไปตั้งบ้านสิงห์โคกและปกครองอยู่ ณ ที่นั้น ส่วนท้าวคำสิงห์และท้าวคำผุ ได้ไปตั้งอยู่บ้านสิงห์ท่า และในปี 2357 พระบามสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าให้ยกบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมืองและพระราชทานนามเมืองว่า " ยศสุนทร " ต่อมาเรียกเป็น "ยโสธร " และให้เจ้าราชวงศ์สิงห์ท่า เป็นเจ้าครองเมืองมีราชทินนามเมืองว่า "พระสุนทรวงศาราช " เป็นเจ้าเมืองคนแรกของจังหวัดยโสธร ในปี พ.ศ. 2433 ตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงและจัดรูปแบบการปกครองใหม่จนกระทั้งปี พ.ศ. 2443 กระทรวงมหาดไทยได้รวมเมืองยโสธรเข้ากับเมืองอุบลราชธานี และเมืองยโสธร แยกเป็นอำเภอยโสธร และอำเภอคำเขื่อนแก้ว ต่อมาเมือ่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2515 ได้มีกระกาศคณะปฎิวัติฉบับที่ 70 ตั้งอำเภอยโสธร ขึ้นเป็นจังหวัดยโสธร และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2515 โดยประกอบด้วย อำเภอเมืองยโสธร คำเขื่อนแก้ว มหาชนะชัย ป่าติ้ว เลิงนกทา และอำเภอกุดชุม


ขนาดและที่ตั้ง

จังหวัดยโสธรตั้งอยู่ที่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ระหว่างเส้นแวงที่ 104 และ 105 องศาตะวันออก และเส้นรุ้งที่ 15 และ 16 องศาเหนือ ห่างจากกรุงเทพมหานครโดยประมาณ 552 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น ประมาณ 4,161.64 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2,601,040 ไร่ และมีอาณาเขตติดต่อจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้
  ทิศเหนือ ติดจังหวัดมุกดาหารและจังหวัดร้อยเอ็ด
  ทิศตะวันออก ติดจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดอำนาจเจริญ
  ทิศใต้ ติดจังหวัดศรีสะเกษ
  ทิศตะวันตก ติดจังหวัดร้อยเอ็ด

 


ภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ลักษณะภูมิประเทศ
  มีพื้นที่เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของจัวหัดยโสธรเป็นที่ราบสูงและป่าโปร่ง มีแม่น้ำชีไหลผ่านตอนใต้ของจังหวัดอยู่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 227 ฟุต มีพื้นที่เป็นภูเขาบางส่วนทางตอนเหนือของจังหวัด อยู่ในเทือกเขาภูพาน เขตอำเภอเลิงนกทา อำเภอกุดชุม

ลักษณะภูมิอากาศ
  อากาศจะร้อนจัดในฤดูร้อนและจะหนาวจัดในฤดูหนาว ในปี พ.ศ. 2550 จังหวัดยโสธร มีฝนตก 15 วัน ปริมาณน้ำฝนวัดได้ 13,408.5 มิลลิเมตร อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 39.9 องศาเซลเซียส ในเดือนเมษายน และอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 14.0 องศาเซลเซียส ในเดือนมกราคม และเดือนธันวาคม 
                                                  


การปกครองและประชากร

  ในปี พ.ศ. 2550 จังหวัดยโสธร แบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคอกกเป็น 9 อำเภอ 79 ตำบล 885 หมู่บ้าน โดยมีอำเภอดังนี้ อำเภอเมืองยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอค้อวัง อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอทรายมูล อำเภอป่าติ้ว อำเภอมหาชนะชัย อำเภอเลิงนกทา อำเภอไทยเจริญ
  การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง เทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตำบล 78 แห่ง จำนวนประชากรทั้งสิ้น 539,542 คน เป็นชาย 270,840 คน เป็นหญิง 268,702 คน จำนวนผู้ชายคิดเป็นร้อยละ 50.2 ของประชากรทั้งหมด และจำนวนผู้หญิงคิดเป็นร้อยละ 50.2 ของประชากรทั้งหมด ประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล 55,856 คน คิดเป็นร้อยละ 10.35 ส่วนที่เหลือ 483,686 คน หรือร้อยละ 89.65 อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล ความหนาแน่นของประชากรเท่ากับ 130 คนต่อตารางกิโลเมตร จำนวนประชากรเฉลี่ยต่อครัวเรือนเท่ากับ 4 คน โดยครัวเรือนเฉลี่ยต่อหมู่บ้านเท่ากับ 157 ครัวเรือน และจำนวนประชากรเฉลี่ยต่อหมู่บ้านเท่ากับ 610 คน    
           


ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งน้ำ และสภาพทางเศรษฐกิจ

ทรัพยากรธรรมชาติ
  แร่ จากการสำรวจพบแร่โปแตสและเกลือหินในเขตท้องที่อำเภอเมืองยโสธร และอำเภอคำเขื่อนแก้ว แต่มีปริมาณน้อย ไม่พอที่จะนำมาจัดการในเชิงพานิชย์ได้ สภาพของดินประกอบด้วยดินที่มีชื่อทางธรณีวิทยาว่า ดินโคราช ดินร้อยเอ็ด ดินยโสธร มีลักษณะเป็นดินทรายไม่อุ้มน้ำ และสภาพบางแห่ง มีสภาพดินเค็มปนด้วย
แหล่งน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ คือ แม่น้ำชี ต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาเพชรบูณร์ ไหลผ่านจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และยโสธร
  สำหรับจังหวัดยโสธร แม่น้ำชีไหลผ่านท้องที่อำเภอเมืองยโสธร อำเภอมหาชนะชัย แล้วไปบรรจบกับแม่น้ำมูล ในเขตอำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี และไหลลงสู่แม่น้ำโขง นอกจากนี้ จังหวัดยังมีแหล่งน้ำอื่นอีก เช่น
- ลำเซบาย ต้นกำเนิดจากภูเขาในเขตอำเภอเลิงนกทา ไหลผ่านอำเภอป่าติ้ว อำเภอคำเขื่อนแก้ว ไหลลงสู่แม่น้ำมูล ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี
- ห้วยโพง ต้นกำเนิดจากภูเขาในเขตอำเภอเลิงนกทา ไหลผ่านอำเภอกุดชุม อำเภอป่าติ้ว อำเภอคำเขื่อนแก้ว ในฤดูแล้งจะมีน้ำแห้งเป็นช่วงๆ
- ลำทวน เป็นบึงขนาดใหญ่ อยู่ในเขตอำเภอเมืองยโสธร
- ลำน้ำยัง ต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพานจังหวัดกาฬสินธุ์ ไหลผ่านจังหวัดร้อยเอ็ด และเข้าเขตอำเภอเมืองยโสธร แต่ไหลเป็นช่วงสั้นๆ
- ห้วยตับเต่า เป็นลำห้วยอยู่ในเขตอำเภอเมืองยโสธร มีน้ำขังเฉพาะฤดูฝน
                                                                 


สภาพทางเศรษฐกิจ

  อาชีพ ที่สำคัญของชาวจังหวัดยโสธร คือการประกอบเกษตรกร มีการทำนา เพาะปลูกพืชไร่ ชนิดต่างๆ เช่นมันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน แตงโม ข้าวโพด ถั่วลิสงและยาสูบ ฯลฯ การปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น เช่น ยางพารา มะม่วง กล้วยน้ำหว้า ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีอาชีพรับจ้าง ประกอบธุรกิจทางการบริการ และอุตสากรรมในครัวเรือน
จากรายงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2550 จังหวัดยโสธร มีมูลค่ามวลรวม (GPP) ตามราคาประจำปี 19,633 ล้านบาท มูลค่าผลืตภัณฑ์เฉลี่ยต่อหัว (PER CAPITA) 32,243 บาท จัดเป็นอันดับที่ 14 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นอันดับที่ 71 ของประเทศ โดยสาขาการผลิตที่ทำรายได้ให้แก่จังหวัดมากที่สุด คือ สาขาเกษตรกรรม ซึ่งมีมูลค่า 4,739 ล้านบาท (ร้อยละ 24.1 ของข้อมูลทั้งหมด) รองลงมาสาขาการขายส่ง การขายปลีก การซ่อมแซมยานยนต์ฯ ซึ่งมีมูลค่า 4,354 ล้านบาท (ร้อยละ 22.2 ) และสาขาการศึกษา 3,072 ล้านบาท (ร้อยละ 15.6)

 


การคมนาคมและขนส่ง

จังหวัดยโสธร มีทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงจังหวัด สำหรับใช้เดินทางติดต่อกัลจังหวัดใกล้เคียงได้สะดวก โดยใช้พาหนะรถยนต์เป็นหลัก ไม่มีรถไฟผ่าน และใช้สนามบินในจังหวัดใกล้เคียง เช่น สนามบินจังหวัดร้อยเอ็ด สนามบินจังหวัดอุบลราชธานี การเดินทางไปกรุงเทพฯ มีระยะทางโดยประมาณ 552 กิโลเมตร ซึ่งมีเส้นทาง ที่ใช้อยู่ 2 เส้นทาง คือ
- เส้นทางสายเก่า จากยโสธร - ร้อยเอ็ด - มหาสารคาม - อำเภอบ้านไผ่(จังหวัดขอนแก่น) - นครราชสีมา - สระบุรี และกรุงเทพฯ
- เส้นทางสายใหม่ จากยโสธร - อำเภอสุวรรณภูมิ(จังหวัดร้อยเอ็ด) - อำเภอกษตรวิสัย(จังหวัดร้อยเอ็ด) - อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย(จังหวัดร้อยเอ็ด) - อำเภอประทาย(จังหวัดนครราชสีมา) - นครราชสีมา - สระบุรี และกรุงเทพฯ

การสาธารณูปโภค

   ปี พ.ศ. 250 มีการประปาส่วนภูมิภาค 5 แห่ง มีกำลังผลิตรวม 7,270,800 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำที่ผลิตได้ 5,020,092 ลูกบาศก์เมตร มีการจำหน่าย กระแสไฟฟ้าภายในจังหวัดทั้งสิ้น 196.76 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ให้แก่ผู้ใช้ไฟจำนวน 135,391 ราย
  ด้านโทรศัพท์ ในปี พ.ศ. 2550 จังหวัดยโสธร มีจำนวนหมายเลขที่มีผู้เช่าจำนวน 17,714 เลขหมาย เป็นของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จำนวน 15,091 เลขหมาย และบริษัทสัมปทาน จำนวน 2,623 เลขหมาย
  การไปรษณีย์โทรเลข มีทีทำการไปรษณีย์โทรเลข 9 แห่ง ให้บริการด้านสื่อสารไปรษณีย์และโทรคมนาคมในประเทศและต่างประเทศ โดยในปีงบประมาณ 2550 มีบริการไปรษณีย์ภัณฑ์ธรรมดา จำนวน 1,387,399 ชิ้น มีบริการพัสดุไปรษณีย์ จำนวน 14,413 ชิ้น และบริการพิเศษ จำนวน 333,804 ชิ้น


การศึกษา
ในปีการศึกษา 2550 จังหวัดยโสธรมีสถานศึกษาระดับอนุบาลถึงระดับมัธยมศึกษา 433 แห่ง มีครูจำนวน 5,250 คนนักเรียนจำนวน 90,874 คน และสถานอาชีวะศึกษา 7 แห่ง มีอาจารย์ 336 คนและนักเรียน จำนวน 7,073 คน
ประชาชนส่วนใหญ่ของจังหวัดยโสธร นับถือศาสนาพุทธ จึงมีวัดและสำนักสงฆ์กระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัด โดยในปี 2550 มีวัด 587 แห่ง สำนักสงฆ์ 223 แห่ง มีภิกษุ 2,553 รูป และสามเณร 575 รูป

การสาธารณสุข
ในปีงบประมาณ จังหวัดยโสธรมีโรงพยาบาล 11 แห่ง (รัฐบาล 9 แ่ห่ง เอกชน 2 แห่ง) สถานีอนามัย 112 แห่ง คลินิกทุกประเภท 63 แห่ง แพทย์ 65 คน ทันตแพทย์ 18 คน พยาบาล 645 คน จำนวนเตียงผู้ป่วย 650 เตียง โดยมีอัตราส่วนแพทย์ 1 คนต่อประชากรเท่ากับ 8,301 คน ทันตแพทย์ 1 คนต่อประชากร 29,975 คน และอัตราส่วนเตียง 1 เตียงต่อประชากร 830 คน
                                                                                                 


แหล่งท่องเที่ยวประเภทประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม    
  พระพุทธบุษยรัตน์หรือพระแก้วหยดน้ำค้าง เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวยโสธร ทำจากแก้วผลึกสีขาวใส ส่วนฐานบัลลังก์หุ้มด้วยทองคำ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยเชียงแสน ขนาดหน้าตักกว้าง 1.9นิ้ว สูง 3.5 นิ้ว ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดมหาธาตุ อำเภอเมืองยโสธร  

พระแก้วหยดน้ำค้าง

พระธาตุยโสธรหรือพระธาตุพระอานนท์ ประดิษฐอยู่ ณ วัดมหาธาตุ อำเภอเมืองยโสธร เป็นเจดีย์ทรงเหลี่ยมส่วนยอดคล้ายกับพระธาตุพนมภายในพระธาตุบรรจุอัฐิของพระอานนท์ สาวกองค์สำคัญใกล้ชิดของพระพุทธเจ้า สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 1228

พระธาตุอานนท์

  ธาตุก่องข้าวน้อย ตั้งอยู่กลางทุ่งนาของบ้านตาดทอง อำเภอเมืองยโสธร ไปตามทางหลวงแผ่นดิน ยโสธร - อุบลราชธานี(หมายเลข 23 ) เป็นเจดีย์เก่าแก่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป
  ธาตุก่องข้าวน้อย

กู่จาน ตั้งอยู่บ้านงิ้ว ตำบลกู่จาน อำเภอคำเขื่อนแก้ว ห่างจากอำเภอประมาณ 21 กิโลเมตร มีตำนานเล่าสืบต่อมาว่า กู่แห่งนี้มีมาตั้งแต่ครั้งสร้างพระธาตุพนม

กู่จานบ้านงิ้ว

  บ้านสงเปือย อยู่ในเขตอำเภอคำเขื่อนแก้ว ห่างจากตัวเมืองยโสธร 25 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงแผ่นดินยโสธร - คำเขื่อนแก้วให้เลี้ยวขวาตรงกิโลเมตรที่ 18 และเข้าไปประมาณ 10 กิโลเมตร ในหมู่บ้านนี้มีสิ่งสำคัญและปูยชนียสถานหลายอย่างที่น่าสนใจ เช่น พระพุทธรูปใหญ่อายุไมน้อยกว่า 200 ปี เจดีย์บรรจุดินสังเวชนียสถาน รอยพระพุทธบาทจำลอง พิพิธภัณฑ์โบราณที่เก็บขุดมาได้จากดงเมืองเตย ซึ่งเป็นเมืองเก่าสมัยขอม ซากเมืองโบราณเมืองเตย ซากวัด สระน้ำ และกำแพงเมือง   
                                       ซากเก่าดงเมืองเตย


แหล่งท่องเที่ยวประเภทวัฒนธรรม
  หมู่บ้านทำหมอนขวานลายขิด บ้านศรีฐาน ตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงในการทำหมอนขวานลายขิด ห่างจากตัวเมือง 20 กิโลเมตร ตามทางหลวงเส้นทางแผ่นดิน ยโสธร - ป่าติ้ว และอำนาจเจริญ ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 18 -19 แยกเข้าทางขวามือ มีนักท่องเที่ยวเข้าำไปเยี่ยมชมการทำการทำหมอนขวานลายขิด ตลอดจนซื้อเพื่อเป็นที่ระลึก

การทำหมอนขวานลายขิด
  หมู่บ้านจักสานไม้ไผ่ บ้านทุ่งนางโอก ตำบลทุ่งนางโอก อำเภอเมืองยโสธร ตามเส้นทางหลวงแผ่นดิน ยโสธร - ทรายมูล - กุดชุม ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 6 - 7 แยกทางซ้ายมือ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ของไม้ไผ่หลายอย่าง เช่น กระติบข้าว ภาชนะนึ่งข้าว และผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่อื่นๆ

การจักสานกระติ๊บข้าว

  หมู่บ้านทอพรม บ้านยางเครือ ตำบลบึงแก อำเภอมหาชนะชัย ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินยโสธร - คำเขื่อนแก้ว - เขื่องใน - อุบลราชธานี ระหว่างกิโลเมตรที่ 40 - 41 แยกเข้าทางขวามือ หมู่บ้านยางเครือ จะผลิตพรมเช็ดเท้า พรมปูพื้น ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป


แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ
  ภูถ้ำพระ ตั้งอยู่ในอำเภอกุดชุมห่างจากอำเภอประมาณ 16 กิโลเมตร ที่เรียกว่า " ภูถ้ำพระ " เพราะมีพระพุทธรูปอยู่ในถ้ำจำนวนมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์

ภูถ้ำพระ
  ภูทางเกวียน ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองยโสธรประมาณ 60 กิโลเมตร ออกไปทางอำเภอดุกชุม เหตุที่เรียกภูทางเกวียนเพราะบนภูเขาลูกนี้มีร่องหินเป็นรอยขนานกันไป 2 ร่อง ห่างกันประมาณความกว้างของล้อเกวียน ภูลูกนี้เป็นหินดานบนสันภูเขาสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของแมกไม้เบื้องล่างและความเขียวขจีของภูเขาลูกอื่นๆ

ภูทางเกวียน

 

 

สวนสาธารณะพญาแถน ตั้งอยู่ในเทศบาลเมืองยโสธร ริมถนนแจ้งสนิท ด้านฝั่งใต้ของลำน้ำทวนภายในบริเวณสวนเต็มไปด้วยสิ่งสวยงาม มีเวทีแสดงกลางแจ้งขนาดใหญ่ สนามเด็กเล่น สวนสุขภาพ และสวนหย่อม ปลูกไม้ดอก-ไม้ประดับนานาพันธ์ ประชาชนพากันไปพักผ่อนออกกำลังกาย นอกจากนี้เทศบาลยังให้ความสำคัญ โดยกำหนดให้เป็นสถานที่จุดบั้งไฟประเพณี สถานที่แข่งเรือประเพณี และสถานที่จัดงานประเพณีสงกรานต์ของทุกปีี

สวนพญาแถน


งานเทศกาลประจำปี
  งานกาชาดยโสธร เป็นเทศกาลประจำปีที่จังหวัดยโสธรได้จัดขึ้นทุกปี มีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้ช่วยเหลือสนับสนุนสำนักงานกาชาดจังหวัด มีการจัดงานประมาณ 10 วัน 10 คืน ภายในงานจะมีการออกร้านของหน่วยงานราชการ กลุ่มแม่บ้าน ร้านค้าของประชาชน มีสินค้าผลิตภัณฑ์ตำบล และสินค้านานาชนิดจำหน่าย ตอนกลางคืนมีมหรสพสมโภชตลอดงาน ซึ่งจะจัดในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม ของทุกปี
  งานบุญบั้งไฟยโสธร เป็นงานเทศกาลที่ยิ่งใหญ่เป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยจัดให้มีการประกวดขบวนแห่สวยงาม ประกวดบั้งไฟสวยงาม และมีการแข่งขันบั้งไฟที่ขึ้นสูงที่สุด มีชาวญี่ปุ่นทำบั้งไฟมาร่วมแข่งขัน และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ประเพณีระหว่างกัน ชาวยโสธรถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญ นอกจากจะจัดขึ้นในระดับจังหวัดแล้ว ในแต่ละท้องถิ่นยังมีการจัดขึ้นเกือบทั่วทุกตำบล ในช่วงเดือนหกหรือประมาณต้นเดือนพฤษภาคม ของทุกปี งานบุญบั้งไฟ


คำขวัญประจำจังหวัดยโสธร
ยโสธร   เมืองบั้งไฟโก้
แตงโมหวาน   หมอนขวานผ้าขิด
แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ

วิสัยทัศน์จังหวัด
จังหวัดยโสธร   เป็นเมืองน่าอยู่
การเกษตรปลอดภัย   เกษตรอินทรีย์ก้าวไกลสู่สากล